ฮันตาไวรัส – ไวรัสจากหนูใกล้ตัวกว่าที่คิด

เวลาพูดถึงโรคติดเชื้อจากสัตว์ หลายคนนึกถึงพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดนก หรือโควิด แต่มีไวรัสอีกตัวหนึ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน แถมแอบซ่อนอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด นั่นคือ “ฮันตาไวรัส” ไวรัสที่แพร่จากหนูป่าและสามารถคร่าชีวิตคนได้ในอัตราที่น่าตกใจ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้แบบครบทุกแง่มุม

ฮันตาไวรัส คืออะไร

ฮันตาไวรัส (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Orthohantavirus) เป็นกลุ่มไวรัสที่แพร่กระจายโดยหนูเป็นหลัก และสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้

ชื่อ “ฮันตา” มาจากแม่น้ำฮันตัน (Hantan River) ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นที่ที่มีการค้นพบไวรัสกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก

ปัจจุบันมีฮันตาไวรัสมากกว่า 28 ชนิดที่ก่อโรคในมนุษย์ โดยแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ตามภูมิภาคและลักษณะโรคที่ก่อ คือ กลุ่มที่ทำให้เกิดโรคทางปอด และกลุ่มที่ทำให้เกิดโรคทางไต

โรคหลักสองรูปแบบ

1. กลุ่มอาการทางปอด (HPS – Hantavirus Pulmonary Syndrome)

โรคนี้พบในทวีปอเมริกา เกิดจากฮันตาไวรัสกลุ่ม “โลกใหม่” (New World) เป็นโรคที่อันตรายมาก เพราะอาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัดทั่วไป ทำให้วินิจฉัยได้ยากในช่วงแรก แต่สามารถลุกลามจนผู้ป่วยหายใจลำบากได้

ในสหรัฐอเมริกา ไวรัสตัวสำคัญที่ก่อโรคนี้คือ Sin Nombre virus ซึ่งแพร่โดยหนูกวาง (deer mice) ในสกุล Peromyscus สิ่งที่ทำให้ HPS น่ากลัวคืออัตราการเสียชีวิต โดยในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบหายใจรุนแรง อัตราการเสียชีวิตประเมินไว้ที่ประมาณ 38%

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย (HFRS – Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)

โรคนี้พบหลัก ๆ ในยุโรปและเอเชีย เกิดจากฮันตาไวรัสกลุ่ม “โลกเก่า” (Old World) อาการเด่นจะเน้นไปที่ไตมากกว่าปอด โดยมีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้ มีเลือดออก และไตวาย โรคนี้มีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกมากกว่า HPS อย่างมาก โดยประมาณมีผู้ป่วย HFRS ราว 100,000 รายต่อปี ขณะที่ HPS มีน้อยกว่า 50 รายต่อปี แต่อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า

มีจุดที่น่าสนใจคือ Seoul virus ซึ่งเป็นฮันตาไวรัสที่ก่อ HFRS นั้นพบได้ทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกาด้วย

ติดต่อได้อย่างไร

นี่คือส่วนสำคัญที่ทุกคนควรรู้ การแพร่เชื้อฮันตาไวรัสสู่คนเกิดจากการสัมผัสปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของหนูที่ติดเชื้อ และอาจเกิดจากการถูกหนูกัดได้ด้วย แม้จะพบได้น้อยกว่า

แต่ช่องทางที่พบบ่อยที่สุดคือ เมื่อปัสสาวะ มูล หรือวัสดุทำรังของหนูที่ติดเชื้อถูกรบกวนจนฟุ้งกระจาย ไวรัสจะลอยขึ้นไปในอากาศ และคนสามารถติดเชื้อได้จากการหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป นอกจากนี้ไวรัสยังแพร่ได้เมื่อน้ำลาย ปัสสาวะ หรือมูลของสัตว์ที่ติดเชื้อเข้าสู่ทางบาดแผลบนผิวหนัง หรือเข้าตา จมูก ปาก

กิจกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ การทำความสะอาดพื้นที่ปิดหรือมีการระบายอากาศไม่ดี การทำเกษตรกรรม งานป่าไม้ และการนอนในที่พักที่มีหนูชุกชุม ความเสี่ยงมักสูงขึ้นเมื่อเปิดหรือทำความสะอาดอาคารในชนบทที่ปิดทิ้งไว้ช่วงหน้าหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่หนูเข้าไปอาศัย

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปฮันตาไวรัสส่วนใหญ่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน มีข้อยกเว้นเพียงตัวเดียวคือ Andes virus ซึ่งเป็นฮันตาไวรัสชนิดเดียวที่ทราบว่าแพร่จากคนสู่คนได้ โดยการแพร่นี้มักจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย Andes virus พบในแถบอเมริกาใต้ และหนูที่เป็นพาหะของไวรัสนี้ยังไม่พบในสหรัฐอเมริกา

อาการเป็นอย่างไร

ระยะฟักตัวค่อนข้างยาว โดยอาการมักเริ่มปรากฏหลังจากได้รับเชื้อระหว่าง 1 ถึง 8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส

อาการระยะแรกมักหลอกให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคอื่น เพราะอาการเริ่มต้นอย่างไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ และอ่อนเพลีย สับสนกับไข้หวัดใหญ่หรือโรคไวรัสอื่น ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ผู้ป่วย HPS ราวครึ่งหนึ่งมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หนาวสั่น และอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดท้อง

อาการรุนแรงจะตามมาทีหลัง โดยอาการระยะหลังของ HPS จะปรากฏประมาณ 4-10 วันหลังระยะเริ่มต้น ได้แก่ ไอ หายใจลำบาก และแน่นหน้าอก ในรายที่รุนแรงอาจลุกลามถึงภาวะระบบหายใจล้มเหลวและช็อกได้

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยทำได้ยากในช่วงแรก เพราะอาการไม่จำเพาะ แพทย์จึงอาศัยทั้งประวัติการสัมผัสหนูร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจหาแอนติบอดีต่อฮันตาไวรัสในเลือดเป็นเครื่องมือวินิจฉัยหลัก ซึ่ง CDC ใช้วิธี ELISA ตรวจหาแอนติบอดี IgM เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อเฉียบพลัน

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนฮันตาไวรัสที่ได้รับการรับรองจาก FDA ในสหรัฐอเมริกา และไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับการติดเชื้อนี้ การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคอง โดยให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรักษาตามอาการ ในรายที่หายใจลำบากอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ ส่วนผู้ป่วย HFRS ที่ไตทำงานผิดปกติอาจต้องฟอกไต

แม้จะไม่มียารักษาโดยตรง แต่การเริ่มรักษาให้เร็วที่สุดเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ดังนั้นใครที่มีไข้ หายใจลำบาก และเพิ่งสัมผัสหนูหรือสิ่งที่ปนเปื้อนจากหนู ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสหนูทันที

วิธีป้องกัน

หัวใจของการป้องกันคือการควบคุมหนู ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการป้องกันโรค หนูป่าที่อยู่ใกล้ชุมชนควรถูกควบคุมและกันไม่ให้เข้าบ้าน หลักการสำคัญคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสปัสสาวะ มูล น้ำลาย และวัสดุทำรังของหนู

เมื่อต้องทำความสะอาดบริเวณที่มีหนู สิ่งที่ไม่ควรทำคือการกวาดหรือดูดฝุ่นแห้ง ๆ เพราะจะทำให้ไวรัสฟุ้งกระจายในอากาศ

คำแนะนำ คือ :

  • พรมน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำผสมน้ำยาฟอกขาวให้บริเวณนั้นเปียกก่อน ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงเช็ดเก็บ
  • สวมถุงมือและหน้ากากป้องกันขณะทำความสะอาด
  • ปิดช่องทางที่หนูจะเข้าบ้าน เก็บอาหารให้มิดชิด และจัดการแหล่งที่หนูอาจทำรัง

สถานการณ์ล่าสุด: คลัสเตอร์บนเรือสำราญปี 2026

เรื่องที่ทำให้ฮันตาไวรัสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งคือเหตุการณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2026 มีรายงานกลุ่มผู้โดยสารบนเรือสำราญที่ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจรุนแรงไปยังองค์การอนามัยโลก เรือลำนี้บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 147 คน โดย ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2026 พบผู้ป่วย 7 ราย (ยืนยันการติดเชื้อฮันตาไวรัส 2 ราย และสงสัยอีก 5 ราย) รวมถึงมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ต่อมา Andes virus ได้รับการยืนยันว่าเป็นสาเหตุของการระบาดครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่ามันเป็นชนิดเดียวที่แพร่จากคนสู่คนได้

ตารางเปรียบเทียบ HPS กับ HFRS

หัวข้อHPS (อาการทางปอด)HFRS (ไข้เลือดออก + ไตวาย)
ภูมิภาคที่พบทวีปอเมริกายุโรปและเอเชีย
อวัยวะที่กระทบหลักปอดไต
จำนวนผู้ป่วย/ปีน้อยกว่า 50 รายประมาณ 100,000 ราย
อัตราเสียชีวิตสูง (~38% ในรายรุนแรง)ต่ำกว่า (<1%–15%)
ชนิดของไวรัสที่พบSin Nombre, AndesSeoul, Hantaan

สรุป

ฮันตาไวรัสเป็นโรคที่พบไม่บ่อยแต่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มอาการทางปอด (HPS) ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ไวรัสนี้แพร่จากหนูเป็นหลัก ไม่ใช่จากคนสู่คน (ยกเว้น Andes virus) ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ การป้องกันที่ดีที่สุดจึงคือการควบคุมหนูและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนจากหนู และหากมีอาการคล้ายไข้หวัดหลังจากสัมผัสหนู โดยเฉพาะถ้าตามมาด้วยอาการหายใจลำบาก อย่ารอช้าที่จะพบแพทย์

หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลของ CDC, WHO และหน่วยงานสาธารณสุข มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์โดยตรง

← กลับไปยังบทความทั้งหมด