ถอดรหัสมาลาเรีย ศัตรูตัวจิ๋วในเม็ดเลือดแดง
มาลาเรีย หรือ “ไข้จับสั่น” เป็นโรคติดเชื้อที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและกึ่งร้อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าในปี 2024 มีผู้ป่วยมาลาเรียทั่วโลกราว 263–282 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 600,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย โรคนี้ยังพบได้ในพื้นที่ป่าเขาและบริเวณชายแดน การวินิจฉัยที่รวดเร็วและถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาและการควบคุมโรค
บทความนี้จะพาไปรู้จักเชื้อมาลาเรียอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ชนิดของเชื้อ วงจรชีวิต อาการ การจำแนกชนิดเชื้อ ไปจนถึงวิธีการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ และการนำชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) มาใช้คัดกรองในงานจริง
1. มาลาเรียคืออะไร และเกิดจากอะไร
มาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัวสกุล Plasmodium ซึ่งมีพาหะนำโรคคือยุงก้นปล่องตัวเมีย (Anopheles) เมื่อยุงที่มีเชื้อกัดคน เชื้อในระยะสปอโรซอยต์ (sporozoite) จะเข้าสู่กระแสเลือดและไปเจริญเติบโตในตับก่อน จากนั้นจึงออกมาบุกรุกและทำลายเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดอาการของโรค
ช่องทางการติดต่อ
ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการถูกยุงก้นปล่องตัวเมียที่มีเชื้อกัด
อาจติดต่อผ่านการรับเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้
ไม่ติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสทั่วไป
2. เชื้อมาลาเรียมีกี่ชนิด
เชื้อ Plasmodium ที่ก่อโรคในคนมี 5 ชนิดหลัก (บางแหล่งนับ P. ovale แยกเป็น 2 สายพันธุ์ย่อย คือ P. ovale curtisi และ P. ovale wallikeri จึงรวมเป็น 6 ชนิด) โดย 2 ชนิดที่เป็นภัยคุกคามมากที่สุดคือ P. falciparum และ P. vivax
| ชนิดเชื้อ | ลักษณะเด่น / ความรุนแรง | รูปแบบไข้ | การกระจาย / ข้อสังเกต |
| P. falciparum | รุนแรงและอันตรายที่สุด เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต อาจลุกลามรุนแรงภายใน 24 ชม. | ไข้ทุก ~48 ชม. (tertian ชนิดร้ายแรง) มักไม่เป็นจังหวะชัดเจน | พบมากที่สุดในแอฟริกา และพบในเอเชีย/ไทย |
| P. vivax | กระจายกว้างที่สุด มีระยะ “ฮิปโนซอยต์” แฝงในตับ ทำให้กลับเป็นซ้ำได้ | ไข้ทุก ~48 ชม. (benign tertian) | เด่นในเอเชียและลาตินอเมริกา พบบ่อยในไทย |
| P. malariae | อาการมักไม่รุนแรง แต่อาจอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี | ไข้ทุก ~72 ชม. (quartan) | พบประปรายทั่วเขตร้อน |
| P. ovale | อาการมักไม่รุนแรง มีระยะแฝงในตับ กลับเป็นซ้ำได้ (curtisi / wallikeri) | ไข้ทุก ~48 ชม. (benign tertian) | พบมากในแอฟริกาตะวันตก |
| P. knowlesi | มาจากลิงเป็นหลัก เพิ่มจำนวนเร็ว อาจรุนแรงได้ | ไข้ทุกวัน ~24 ชม. (quotidian) | พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซียและพื้นที่ป่า |
จุดที่ห้องปฏิบัติการต้องระวัง
P. knowlesi ดูคล้าย P. malariae (ระยะโต) และคล้าย P. falciparum (ระยะวงแหวน) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จึงอาจถูกวินิจฉัยสับสนได้
การแยกชนิดที่ถูกต้องมีผลต่อการเลือกยาและการพยากรณ์โรคโดยตรง
3. วงจรชีวิตและระยะของเชื้อในเลือด (มีกี่แบบ)
หลังเชื้อออกจากตับเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เชื้อจะพัฒนาเป็นระยะต่าง ๆ ที่เห็นได้จากฟิล์มเลือด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการ “แยกชนิดเชื้อ” และ “ระบุระยะของเชื้อ” โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 ระยะหลัก:
- ระยะวงแหวน (Ring / immature trophozoite) — ระยะแรกสุด รูปร่างคล้ายแหวน ในระยะนี้ทุกชนิดของเชื้อมีหน้าตาคล้ายกันมาก จึงแยกชนิดด้วยตาเปล่าได้ยาก
- ระยะโทรโฟซอยต์ (Trophozoite) — เชื้อเจริญเต็มที่ขึ้น มีเม็ดสีมาลาเรีย (malarial pigment) เริ่มเห็นความต่างระหว่างชนิดชัดเจนขึ้น
- ระยะแบ่งตัว/ชิซอนต์ (Schizont) — เชื้อแบ่งตัวเป็นเมอโรซอยต์หลายตัวภายในเม็ดเลือดแดง ก่อนเม็ดเลือดแดงแตกและปล่อยเชื้อออกไปติดเซลล์ใหม่
- ระยะเซลล์สืบพันธุ์ (Gametocyte) — ระยะสืบพันธุ์ที่ยุงรับไปแพร่ต่อ; ของ P. falciparum มีลักษณะเฉพาะคล้ายกล้วยหรือเสี้ยวพระจันทร์


Ref: https://alliedguru.com/determination-of-malaria-parasites/
เกร็ดความรู้สำคัญ
ใน P. falciparum มักพบเฉพาะระยะวงแหวนและเซลล์สืบพันธุ์ในเลือดส่วนปลาย เพราะระยะโตจะไปเกาะตามผนังหลอดเลือด การพบหลายระยะหรือเม็ดเลือดแดงติดเชื้อหลายตัวจึงเป็นเบาะแสของชนิดนี้
P. vivax และ P. ovale มีระยะ “ฮิปโนซอยต์” (hypnozoite) แฝงในตับ ทำให้โรคกลับเป็นซ้ำได้แม้รักษาในกระแสเลือดหายแล้ว
4. ลักษณะอาการของมาลาเรีย
อาการระยะแรกมักไม่จำเพาะ คล้ายไข้หวัดหรือไข้ทั่วไป ทำให้วินิจฉัยยากหากไม่ได้นึกถึง โดยทั่วไประยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 7–30 วันหลังถูกยุงกัด อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
- ไข้ หนาวสั่น และเหงื่อออก ซึ่งอาจเกิดเป็นรอบ ๆ (วงจรไข้จับสั่น)
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย
- ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก และตับ/ม้ามโต
อาการรุนแรง (พบมากใน P. falciparum):
- ซึม สับสน ชัก หรือหมดสติ (มาลาเรียขึ้นสมอง)
- หายใจลำบาก ภาวะการหายใจล้มเหลว
- ไตวาย ดีซ่าน น้ำตาลในเลือดต่ำ และภาวะโลหิตจางรุนแรง
คำเตือน
มาลาเรียชนิด P. falciparum หากไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามรุนแรงและถึงแก่ชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง การวินิจฉัยที่รวดเร็วจึงสำคัญมาก

5. การแยก/จำแนกชนิดเชื้อ ทำอย่างไร
การ “แยกเชื้อ” มีความหมายหลัก 2 ระดับ คือ (1) แยกว่าเป็นมาลาเรียหรือไม่ และ (2) แยกว่าเป็นเชื้อชนิดใด การจำแนกชนิดทำได้หลายแนวทาง:
5.1 จำแนกด้วยลักษณะทางสัณฐานวิทยาใต้กล้องจุลทรรศน์
เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันมานาน โดยอาศัยความแตกต่างของรูปร่างเชื้อในแต่ละระยะ และการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ เกณฑ์ที่ใช้แยกชนิด เช่น:
- ขนาดของเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ (โตขึ้นหรือปกติ) เช่น P. vivax/P. ovale มักทำให้เม็ดเลือดแดงโตขึ้น
- จุดหรือเม็ดในเม็ดเลือดแดง เช่น Schüffner’s dots ใน P. vivax/P. ovale
- จำนวนเมอโรซอยต์ในระยะชิซอนต์ และรูปร่างเซลล์สืบพันธุ์ (เช่น รูปกล้วยใน P. falciparum)
- การพบหลายระยะพร้อมกัน หรือเม็ดเลือดแดงติดเชื้อหลายตัว
5.2 จำแนกด้วยแอนติเจน (Antigen-based)
ชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid test) ตรวจหาแอนติเจนจำเพาะของเชื้อ
5.3 จำแนกด้วยวิธีอณูชีววิทยา (Molecular)
เทคนิค PCR และ real-time PCR สามารถแยกชนิดเชื้อได้อย่างแม่นยำที่สุด ตรวจพบเชื้อปริมาณน้อย และช่วยยืนยันกรณีที่กล้องจุลทรรศน์หรือ Rapid test แยกชนิดได้ยาก เช่น P. knowlesi
6. การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ
WHO แนะนำว่าผู้ที่สงสัยมาลาเรียทุกรายควรได้รับการยืนยันด้วยการตรวจหาเชื้อ (parasite-based diagnosis) ก่อนเริ่มการรักษา วิธีหลักที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ได้แก่:
| วิธีตรวจ | ข้อดี | ข้อจำกัด |
| กล้องจุลทรรศน์ (Giemsa-stained smear) — มาตรฐานอ้างอิง | แยกชนิดเชื้อได้, นับปริมาณเชื้อ (parasitaemia) ได้, ราคาถูก | ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเวลาในการอ่าน, ความไวขึ้นกับทักษะผู้ตรวจ, ไม่เหมาะกับงานภาคสนามเร่งด่วน |
| ชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) | ทราบผลใน 15–20 นาที, ทำได้ง่ายไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน, เหมาะกับการคัดกรองและภาคสนาม | นับปริมาณเชื้อไม่ได้, อาจให้ผลบวกค้างหลังรักษาหาย (HRP2), ความไวลดลงเมื่อเชื้อน้อย |
| PCR / Molecular | ความไวและความจำเพาะสูงสุด, ตรวจเชื้อปริมาณน้อยและแยกชนิดได้แม่นยำ | ค่าใช้จ่ายสูง, ต้องใช้เครื่องมือและบุคลากรเฉพาะทาง, ใช้เวลามากกว่า |
| Serology (ตรวจแอนติบอดี) | ใช้บอกการเคยติดเชื้อ เหมาะกับงานระบาดวิทยาและคัดกรองผู้บริจาคเลือด | ไม่เหมาะกับการวินิจฉัยการติดเชื้อเฉียบพลัน |
7. ตรวจคัดกรองด้วย Rapid Test ได้หรือไม่ และทำงานอย่างไร
คำตอบคือ “ได้” — ชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid test) เป็นเครื่องมือคัดกรองมาลาเรียที่ WHO ยอมรับและใช้แพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงกล้องจุลทรรศน์ได้ยาก Rapid test ใช้หลักการ immunochromatography (lateral flow) ตรวจหาแอนติเจนของเชื้อจากเลือดเพียงไม่กี่หยด และอ่านผลได้ภายใน 15–20 นาที
แอนติเจนที่ใช้ตรวจ
- HRP2 (Histidine-Rich Protein 2): แอนติเจนจำเพาะของ P. falciparum — ความไวสูงต่อเชื้อชนิดนี้
- pLDH (Plasmodium Lactate Dehydrogenase): มีทั้งแบบ pan-pLDH ที่พบในเชื้อหลายชนิด และแบบจำเพาะชนิด; เด่นที่หายไปเร็วหลังเชื้อถูกกำจัด จึงสะท้อนการติดเชื้อที่ยังมีอยู่จริง
- Aldolase: แอนติเจนร่วม (pan-specific) ที่พบในเชื้อมาลาเรียทุกชนิด ใช้ในบางผลิตภัณฑ์
ชุดตรวจ Malaria Pf/Pan — ทางเลือกเพื่อการคัดกรองที่เร็วและแม่นยำ
NS Promedica ขอแนะนำชุดตรวจ Malaria Pf/Pan เป็นชุดทดสอบแบบรวดเร็วชนิด immunochromatography ที่ตรวจหาแอนติเจนเพื่อแยกระหว่าง P. falciparum (Pf) และเชื้อมาลาเรียชนิดอื่น ๆ (Pan) ได้ในการทดสอบเดียว เหมาะสำหรับงานคัดกรองทั้งในโรงพยาบาล คลินิก หน่วยเคลื่อนที่ และพื้นที่ห่างไกล

Malaria Pf/Pan test (Cassette) – NS Promedica
ข้อดีของชุดตรวจ Malaria Pf/Pan
| จุดเด่น | ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน |
| รู้ผลรวดเร็ว | อ่านผลได้ภายในราว 15–20 นาที ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจรักษาได้เร็ว ลดความเสี่ยงของภาวะรุนแรง |
| แยกชนิดเบื้องต้น (Pf vs Pan) | บอกได้ว่าเป็น P. falciparum ซึ่งอันตรายที่สุด หรือเป็นชนิดอื่น เพื่อช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสม |
| ใช้งานง่าย | ใช้เลือดเพียงไม่กี่หยด ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน เหมาะกับบุคลากรหลายระดับและงานภาคสนาม |
| ความไว–ความจำเพาะตามเกณฑ์ | ออกแบบให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสำหรับงานคัดกรอง ลดทั้งผลลบลวงและผลบวกลวง |
| เหมาะกับพื้นที่จำกัดทรัพยากร | ไม่ต้องพึ่งกล้องจุลทรรศน์หรือไฟฟ้า เก็บรักษาและพกพาสะดวก เหมาะกับพื้นที่ชายแดน/ป่าเขา |
| รองรับการคัดกรองจำนวนมาก | ช่วยคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วในคราวเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรค |
สรุป
มาลาเรียยังเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ P. falciparum ที่รุนแรงและอาจถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยที่ถูกต้องและทันเวลาคือกุญแจสำคัญ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ยังเป็นมาตรฐานอ้างอิง ขณะที่ชุดตรวจรวดเร็วแบบ Pf/Pan ช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านความเร็วและการเข้าถึง ทำให้คัดกรองผู้ป่วยได้ไวขึ้นและส่งต่อการรักษาได้ทันท่วงที
ชุดตรวจ Malaria Pf/Pan จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความรวดเร็ว ความสะดวก และการแยกชนิดเชื้อเบื้องต้น เหมาะกับงานคัดกรองในหลากหลายสถานการณ์ เมื่อใช้ร่วมกับการยืนยันผลตามความเหมาะสม จะช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยและการควบคุมโรคมาลาเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการ: WHO Fact Sheet & World Malaria Report 2024–2025, CDC DPDx, Merck Manual และวารสาร Malaria Journal